รับมือสงครามพลังงาน ส่องนโยบาย B50 อินโดฯ ถึง B20 ไทย และจุดเปลี่ยนราคาปาล์มปี 2569
สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก ทั้งจากนโยบายเร่งด่วนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และการขยับตัวของฝั่งไทยเราเอง ที่เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อินโดนีเซียเร่งเครื่อง B50 รับมือสงคราม
จากรายงานของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่าอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ตัดสินใจปรับเปลี่ยน “กลยุทธ์ด้านพลังงาน” อย่างกะทันหัน โดยประกาศจะเริ่มดำเนินโครงการ B50 หรือการผสมน้ำมันปาล์มในดีเซลสูงถึง 50% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 นี้เป็นต้นไป
การขยับตัวครั้งนี้ถือว่าเร็วกว่าแผนเดิมมาก เพราะเดิมทีตั้งใจจะคงระดับไว้ที่ B40 ไปจนถึงปีหน้า แต่ด้วยแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องรีบสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันฟอสซิลได้มหาศาลถึง 4 ล้านกิโลลิตรต่อปี
ทิศทางราคาปาล์มในตลาดโลกและจุดสูงสุดที่น่าจับตา
แน่นอนว่าเมื่ออินโดนีเซียดึงน้ำมันปาล์มไปใช้ในภาคพลังงานมากขึ้น ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่จะส่งออกสู่ตลาดโลกย่อมลดน้อยลง นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างที่จะดันราคาปาล์มให้สูงขึ้นในระยะยาว โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มในตลาดมาเลเซียเฉลี่ยทั้งปีอาจพุ่งไปแตะระดับ 4,400 ริงกิตต่อตัน
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มีนาคม 2569) จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โดยราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบปีที่ระดับประมาณ 4,570 - 4,600 ริงกิตต่อตันในช่วงกลางเดือนมีนาคม การขยับตัวขึ้นไปแตะเพดานใหม่นี้สะท้อนว่าตลาดกำลังขานรับนโยบายพลังงานอย่างรุนแรง
ประกอบกับปัจจัยเรื่องปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปีที่อาจทำให้ผลผลิตลดลง ยิ่งเป็นแรงส่งให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในตลาดตึงตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก
นโยบายไบโอดีเซลไทย B10 และ B20 กลับมาเป็นทางเลือกหลัก
หันกลับมามองที่ฝั่งไทย ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ขยับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลขึ้นเช่นกัน โดยตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนผสมขั้นต่ำขึ้นเพื่อช่วยพยุงราคาปาล์มในประเทศและลดภาระการนำเข้าน้ำมันดิบ สิ่งที่น่าสนใจคือการกลับมาส่งเสริม B10 และ B20 อย่างจริงจังอีกครั้งในภาคการขนส่ง
รัฐบาลเริ่มมีนโยบายจูงใจด้วยการปรับโครงสร้างราคาให้ B10 มีราคาถูกกว่าดีเซลมาตรฐาน (B7) ประมาณ 2 บาทต่อลิตร และสำหรับ B20 ซึ่งเน้นกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรม จะมีส่วนต่างราคาถูกกว่าถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการขนส่งหันมาใช้เชื้อเพลิงจากพืชเกษตรมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งในสภาวะที่น้ำมันแพงแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลของสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศไม่ให้ล้นตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกมามากด้วย
เหรียญสองด้าน : พลังงาน และ ปากท้อง
การก้าวไปสู่พืชพลังงานอย่างเต็มตัวนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ถูกเบนเข็มไปที่หัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ปริมาณน้ำมันปาล์มสำหรับการผลิตน้ำมันพืชปรุงอาหารก็จะลดน้อยลงตามกลไกตลาด เป็นประเด็นที่น่าคิดต่อว่าหลังจากนี้ เราอาจจะต้องแลกมาด้วยค่าครองชีพและราคาน้ำมันประกอบอาหารที่ขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่
ภาพรวมนับจากนี้ “ปาล์มน้ำมัน” กำลังถูกยกระดับจาก “พืชอาหาร” ไปสู่ “พืชพลังงานยุทธศาสตร์” อย่างเต็มตัว แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องต้นทุนการผลิตอย่างราคาเมทานอลที่สูงขึ้นตามสถานการณ์โลก แต่แรงหนุนจากการปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลทั้งในอินโดนีเซียและไทย เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นตัวพยุงราคาไม่ให้ตกลงไปมากนักเหมือนในอดีต
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น